วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการศึกษาคณะสงฆ์


การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์นั้น เป็นการจัดการศึกษาที่เรียกว่า "การศาสนศึกษา" จัดโดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายเป็น ๓ ระดับ คือ  ระดับที่ ๑ จัดเพื่อตัวบุคคล  ระดับที่ ๒ จัดเพื่อพระศาสนา  ระดับที่ ๓ จัดเพื่อสังคม
 การจัดการศึกษาเพื่อตัวบุคคล
การจัดการศึกษาเพื่อตัวบุคคล คือภิกษุสามเณรทุกรูปที่บวชมาจะต้องศึกษาหลักเบื้องต้นคือพระวินัย การศึกษาพระวินัยก็คือศึกษาเรื่องศีลของภิกษุสามเณร ระเบียบปฏิบัติทางศาสนา รวมถึงธรรมเนียมต่างๆ เป็นการศึกษาเพื่อรักษาตัวเอง เพื่อปฏิบัติได้ถูกต้อง ทำได้ถูกต้อง ตลอดถึงศึกษาเพื่อเอาตัวให้รอด คือ หลุดพ้นจากความทุกข์ เช่น ศึกษาและปฏิบัติกรรมฐาน การจัดการศึกษาแบบนี้เป็นการจัดให้เฉพาะตัวบุคคล ได้ประโยชน์เฉพาะตัว ใครทำใครได้ และเอาตัวรอดได้ โดยจะเรียนตามอัธยาศัย เรียนจากตำรา หรือจากครูอาจารย์ก็ได้
การจัดการศึกษาเพื่อพระศาสนา
การจัดการศึกษาเพื่อพระศาสนา   คือ จัดหลักสูตรให้เป็นประโยชน์ในเชิงธำรงรักษาเนื้อหาสาระหรือแก่นสารพระศาสนาเข้าไว้ ได้แก่ การเรียนนักธรรมและบาลี หลักสูตรที่ใช้เรียนก็มีเนื้อหาที่มีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า โดยนำพระไตรปิฎกและหลักธรรมต่างๆ มาย่อแล้วเรียนกัน เรียนเพื่อรักษาพระพุทธศาสนา เรียกกันว่าเรียนพระพุทธพจน์ ที่พระพุทธศาสนาดำรงคงอยู่และสืบต่อมาได้ทุกวันนี้โดยไม่สูญหายหรือผิดเพี้ยนไป และมีการสืบทอดพัฒนาตลอดมาก็เพราะได้อาศัยการศึกษาเล่าเรียนแบบนี้
การจัดการศึกษาเพื่อสังคม
การจัดการศึกษาเพื่อสังคม   การศึกษาแบบนี้เป็นการจัดการศึกษาเพื่อช่วยเหลือสังคมคือลูกชาวบ้านโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา กล่าวคือสมัยแรกๆ รัฐไม่สามารถจัดการศึกษาได้ทั่วถึง ทำให้ลูกชาวบ้านผู้ใฝ่รู้แต่ยากจนไม่มีโอกาสได้เรียน จึงอาศัยมาบวชเป็นสามเณรจึงได้เรียน การเรียนแบบนี้เรียกกันว่า "พระปริยัติธรรมแผนกสามัญ" คือ เรียนวิชาทางโลกควบคู่กันไปกับเรียนทางธรรมตามแบบที่ ๒ เมื่อเรียนจบแล้วก็สึกหาลาเพศไป และสามารถใช้ความรู้ไปประกอบอาชีพเป็นพลเมืองดีของชาติต่อไปได้ การจัดการศึกษาแบบนี้จึงเป็นการช่วยเหลือสังคมหรือผลิตคนที่มีคุณภาพให้สังคมได้ทางหนึ่ง
ยังมีการจัดการศึกษาอีกประเภทหนึ่งที่นับเข้าในระดับนี้ คือ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มี ๒ แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทั้งสองแห่งนี้สอนระดับปริญญา พื้นฐานของภิกษุสามเณรที่จะเข้าเรียนต้องผ่านการศึกษา ๓ ระดับข้างต้นมาก่อน การจัดการศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็เพื่อผลิตพระบัณฑิตออกไปรับใช้พระศาสนาและช่วยเหลือสังคม คือ เมื่อเรียนกันจบแล้วหากยังบวชอยู่ไปก็รับใช้ พระศาสนา หากสึกออกไปก็ไปรับใช้สังคม เป็นประโยชน์ต่อสังคม
สำหรับการจัดการศึกษาสงเคราะห์ หมายถึง การจัดการศึกษาให้แก่เยาวชน เป็นการดึงเยาวชนเข้ามาเรียนในวัด มีพระเป็นผู้สอนหรือควบคุมดูแลใกล้ชิด โดยเปิดวัดให้เป็นโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เป็นโรงเรียนการกุศลของวัด เป็นศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ ระบบนี้คณะสงฆ์ทำมาก่อนจะมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ แต่เมื่อพระราชบัญญัตินี้ออกมาก็จะเอื้อประโยชน์แก่การจัดการศึกษาระบบนี้ให้มีความ เข้มแข็งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้รับผลมากขึ้น มีประโยชน์มากขึ้น ตามพระราชบัญญัติระบุว่า วัด สามารถจัดการศึกษาโดยนำเด็กเข้ามาเรียนในวัดได้ รัฐจะสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งการจัดการสงเคราะห์ เรื่องการศึกษาแก่เยาวชนอย่างนี้วัดจำนวนมากก็จัดทำดำเนินการกันอยู่แล้วไม่น้อย กระจายอยู่ทั่ว ประเทศ นับร้อยนับพันแห่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะที่วัดราชโอรสารามทำมานานแล้ว แต่ทำในรูปของการส่งพระไปสอนในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในวัด นำนักเรียนเข้ามาในวัดนุ่งขาวห่มขาว ถือศีลแปด ปฏิบัติกรรมฐาน ใช้เวลา ๒ คืน ๓ วัน จัดเป็นรุ่นตลอดทั้งปี เวียนกันไป และต้องทำอย่างนี้คนละ ๑ ครั้งต่อปี นอกจากนั้นยังกำหนดให้นักเรียนเรียนธรรมศึกษาและสอบกัน ปรากฏว่าก่อนจบ ม.๖ มีนักเรียนสอบได้ชั้นธรรมศึกษาเอกจำนวนไม่น้อย การทำแบบนี้เป็นการนำเด็กเข้าวัดและนำให้ห่างยาเสพติดที่ห่วงกันอยู่ได้ด้วย

อ้างอิง : ประกันคุณภาพการศึกษา มจร ห้องเรียนวัดพระแก้ว เชียงราย,9/11/2555.[ออนไลน์]

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น