การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์นั้น
เป็นการจัดการศึกษาที่เรียกว่า "การศาสนศึกษา"
จัดโดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายเป็น ๓ ระดับ คือ ระดับที่ ๑
จัดเพื่อตัวบุคคล ระดับที่ ๒ จัดเพื่อพระศาสนา
ระดับที่ ๓ จัดเพื่อสังคม
การจัดการศึกษาเพื่อตัวบุคคล
การจัดการศึกษาเพื่อตัวบุคคล คือภิกษุสามเณรทุกรูปที่บวชมาจะต้องศึกษาหลักเบื้องต้นคือพระวินัย
การศึกษาพระวินัยก็คือศึกษาเรื่องศีลของภิกษุสามเณร ระเบียบปฏิบัติทางศาสนา
รวมถึงธรรมเนียมต่างๆ เป็นการศึกษาเพื่อรักษาตัวเอง เพื่อปฏิบัติได้ถูกต้อง
ทำได้ถูกต้อง ตลอดถึงศึกษาเพื่อเอาตัวให้รอด คือ หลุดพ้นจากความทุกข์ เช่น ศึกษาและปฏิบัติกรรมฐาน
การจัดการศึกษาแบบนี้เป็นการจัดให้เฉพาะตัวบุคคล ได้ประโยชน์เฉพาะตัว ใครทำใครได้
และเอาตัวรอดได้ โดยจะเรียนตามอัธยาศัย เรียนจากตำรา หรือจากครูอาจารย์ก็ได้
การจัดการศึกษาเพื่อพระศาสนา
การจัดการศึกษาเพื่อพระศาสนา คือ จัดหลักสูตรให้เป็นประโยชน์ในเชิงธำรงรักษาเนื้อหาสาระหรือแก่นสารพระศาสนาเข้าไว้
ได้แก่ การเรียนนักธรรมและบาลี หลักสูตรที่ใช้เรียนก็มีเนื้อหาที่มีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า
โดยนำพระไตรปิฎกและหลักธรรมต่างๆ มาย่อแล้วเรียนกัน เรียนเพื่อรักษาพระพุทธศาสนา
เรียกกันว่าเรียนพระพุทธพจน์
ที่พระพุทธศาสนาดำรงคงอยู่และสืบต่อมาได้ทุกวันนี้โดยไม่สูญหายหรือผิดเพี้ยนไป
และมีการสืบทอดพัฒนาตลอดมาก็เพราะได้อาศัยการศึกษาเล่าเรียนแบบนี้
การจัดการศึกษาเพื่อสังคม
การจัดการศึกษาเพื่อสังคม การศึกษาแบบนี้เป็นการจัดการศึกษาเพื่อช่วยเหลือสังคมคือลูกชาวบ้านโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา
กล่าวคือสมัยแรกๆ รัฐไม่สามารถจัดการศึกษาได้ทั่วถึง
ทำให้ลูกชาวบ้านผู้ใฝ่รู้แต่ยากจนไม่มีโอกาสได้เรียน
จึงอาศัยมาบวชเป็นสามเณรจึงได้เรียน การเรียนแบบนี้เรียกกันว่า
"พระปริยัติธรรมแผนกสามัญ" คือ เรียนวิชาทางโลกควบคู่กันไปกับเรียนทางธรรมตามแบบที่
๒ เมื่อเรียนจบแล้วก็สึกหาลาเพศไป
และสามารถใช้ความรู้ไปประกอบอาชีพเป็นพลเมืองดีของชาติต่อไปได้
การจัดการศึกษาแบบนี้จึงเป็นการช่วยเหลือสังคมหรือผลิตคนที่มีคุณภาพให้สังคมได้ทางหนึ่ง
ยังมีการจัดการศึกษาอีกประเภทหนึ่งที่นับเข้าในระดับนี้
คือ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มี ๒ แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทั้งสองแห่งนี้สอนระดับปริญญา พื้นฐานของภิกษุสามเณรที่จะเข้าเรียนต้องผ่านการศึกษา
๓ ระดับข้างต้นมาก่อน
การจัดการศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็เพื่อผลิตพระบัณฑิตออกไปรับใช้พระศาสนาและช่วยเหลือสังคม
คือ เมื่อเรียนกันจบแล้วหากยังบวชอยู่ไปก็รับใช้ พระศาสนา
หากสึกออกไปก็ไปรับใช้สังคม เป็นประโยชน์ต่อสังคม
สำหรับการจัดการศึกษาสงเคราะห์ หมายถึง
การจัดการศึกษาให้แก่เยาวชน เป็นการดึงเยาวชนเข้ามาเรียนในวัด
มีพระเป็นผู้สอนหรือควบคุมดูแลใกล้ชิด
โดยเปิดวัดให้เป็นโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เป็นโรงเรียนการกุศลของวัด
เป็นศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ ระบบนี้คณะสงฆ์ทำมาก่อนจะมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ.๒๕๔๒
แต่เมื่อพระราชบัญญัตินี้ออกมาก็จะเอื้อประโยชน์แก่การจัดการศึกษาระบบนี้ให้มีความ
เข้มแข็งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้รับผลมากขึ้น มีประโยชน์มากขึ้น
ตามพระราชบัญญัติระบุว่า วัด สามารถจัดการศึกษาโดยนำเด็กเข้ามาเรียนในวัดได้
รัฐจะสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งการจัดการสงเคราะห์
เรื่องการศึกษาแก่เยาวชนอย่างนี้วัดจำนวนมากก็จัดทำดำเนินการกันอยู่แล้วไม่น้อย
กระจายอยู่ทั่ว ประเทศ นับร้อยนับพันแห่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
โดยเฉพาะที่วัดราชโอรสารามทำมานานแล้ว แต่ทำในรูปของการส่งพระไปสอนในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในวัด
นำนักเรียนเข้ามาในวัดนุ่งขาวห่มขาว ถือศีลแปด ปฏิบัติกรรมฐาน ใช้เวลา ๒ คืน ๓ วัน
จัดเป็นรุ่นตลอดทั้งปี เวียนกันไป และต้องทำอย่างนี้คนละ ๑ ครั้งต่อปี
นอกจากนั้นยังกำหนดให้นักเรียนเรียนธรรมศึกษาและสอบกัน ปรากฏว่าก่อนจบ ม.๖
มีนักเรียนสอบได้ชั้นธรรมศึกษาเอกจำนวนไม่น้อย
การทำแบบนี้เป็นการนำเด็กเข้าวัดและนำให้ห่างยาเสพติดที่ห่วงกันอยู่ได้ด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น